วันศุกร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2551
วันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2551
(¯`·._.·[เตรียมฝึกฯ ให้อะไรกับเรา]·._.·´¯)
ในการเรียนเตรียมฝึกประสบการณ์ฯ ที่ผ่านมา ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรหลาย ๆ ด้าน. . .
ไม่ว่าจะเป็น ด้านความพร้อมก่อนสมัคงาน ความพร้อมด้านการทำงาน
การ present หรือแม่แต่การออม และบุคลิกภาพที่ดีในการเข้าสังคม. . .
เราได้ประสบการณ์มากมายและหนึ่งในนั่นคือ การทำโครงงาน. . .
ลิ่งที่เราได้จากการทำโครงงานนี้คือ ความสามัคคีในการทำงานเป็หมู่คณะ. . .
การนำเสนอโครงงาน การจัดทำรูปแบบโครงงาน การ present การจัดทำเวปไซต์
และกาะติดตามผลของโครงงานที่เราได้ทำลงไป. . .
ไม่ว่าจะเป็น ด้านความพร้อมก่อนสมัคงาน ความพร้อมด้านการทำงาน
การ present หรือแม่แต่การออม และบุคลิกภาพที่ดีในการเข้าสังคม. . .
เราได้ประสบการณ์มากมายและหนึ่งในนั่นคือ การทำโครงงาน. . .
ลิ่งที่เราได้จากการทำโครงงานนี้คือ ความสามัคคีในการทำงานเป็หมู่คณะ. . .
การนำเสนอโครงงาน การจัดทำรูปแบบโครงงาน การ present การจัดทำเวปไซต์
และกาะติดตามผลของโครงงานที่เราได้ทำลงไป. . .
สิ่งเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่เราต้องเจอในการทำงานในอนาตคของเราทั้งสิ้น
ในการเรียนเตียมฝึกครั้งนี้. . .ทำให้เรามีความคิด ความพร้อม ทั้งในด้านการทำงาน
เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ต่อไป. . .
วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2551
วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2551
อย่าปล่อยให้พื้นที่ในฮาร์ดดิสหายไปโดยที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์
โดยปกติพื้นในฮาร์ดดิสของเราถูกใช้ในการจัดเก็บไฟล์ไว้หลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นไฟล์โปรแกรมระบบปฏิบัติการ (Windows) ไฟล์โปรแกรมทำงาน(เช่น โปรแกรมMS-Word MS-Exel) ไฟล์เกมส์ ไฟล์งาน (เช่น รูปภาพ ไฟล์เอกสาร Word หรือ Exel) ไฟล์เพลง mp3 ฯลฯ ซึ่งไฟล์เหล่านี้ถูกจัดเก็บอย่างเป็นระบบในฮาร์ดดิสของเรา แน่นอน ยิ่งเราติดตั้งโปรแกรมลงไปในคอมพิวเตอร์มากเท่าไร เราก็จะยิ่งเสียพื้นในฮาร์ดดิสไปเรื่อยๆ อันนี้ยังไม่นับไฟล์งาน ไฟล์รูปภาพและไฟล์เพลงè ต่างๆ ที่ได้บอกไปแล้วนะ ซึ่งเพื่อนๆ สามารถตรวจสอบขนาดพื้นที่ของฮาร์ดดิสในเครื่องของเราได้ด้วยวิธีการดังนี้1. ดับเบิ้ลคลิกที่ My Computer
2. คลิกเมาส์ขวาที่ไดรฟ์ c: หรือ d: (เป็นไดรฟ์ของฮาร์ดดิสที่ใช้เก็บข้อมูล) แล้วคลิก(ซ้าย)ที่เมนู Properties ดังรูป
3. สีน้ำเงินคือพื้นที่ที่ถูกใช้ไป ส่วนสีชมพูคือพื้นที่ที่ว่างอยู่

หลักการมีอยู่ว่า เพื่อนๆจำเป็นต้องเหลือพื้นที่สีชมพูไว้อย่างน้อย10% ของฮาร์ดดิส ไม่งั้นเครื่องจะทำงานช้าลง ซึ่งก็คงหนีไม่พ้นที่จะต้องลบไฟล์หรือโปรแกรมออกจากเครื่องไปบ้าง(ถึงตอนนี้หลายคนเริ่มเศร้า) แต่ก่อนที่จะลบข้อมูลดังกล่าว ขอแนะนำให้ลบ “ไฟล์ขยะ” ออกไปก่อน
ไฟล์ขยะ คืออะไร
ไฟล์ขยะคือ ไฟล์ไม่ได้ใช้ประโยชน์หรือไฟล์ที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว ไฟล์เหล่านี้อาจเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติจากการทำงานของโปรแกรมวินโดว์ วินโดวส์ หรืออาจเกิดจากการเล่นอินเทอร์เน็ตผ่านโปรแกรม Intenet Explorer และยังรวมไปถึงไฟล์ที่เราลบไปไว้ในถังขยะ (Recycle Bin) อีกด้วย แน่นอนไฟล์ขยะเหล่าไม่มีประโยชน์ ยิ่งนานวันมันก็จะทำให้ฮาร์ดดิสเต็ม ว่าแล้วก็มาลบไฟล์ขยะกันเลยดีกว่า เราเรียกวิธีการลบไฟล์ขยะนี้ว่า “Disk Cleanup” ไม่แน่นะบางทีการทำ Disk Cleanup อาจทำให้เราได้พื้นที่ว่างของฮาร์ดดิสคืนกลับมา โดยที่ไม่ต้องไปลบโปรแกรมหรือไฟล์งานเลยก็ได้
ขั้นตอนการทำDisk Cleanupมีดังนี้
1. คลิกที่ปุ่ม Start แล้วไปที่เมนู All Programs → Accessories → System Tools → คลิกที่เมนู Disk Cleanup ดังรูป
2. คลิกเลือกไดรฟ์ c: จากนั้นคลิกปุ่ม OK

3. ถึงตรงนี้ให้รอสักครู่ (เพื่อนๆคนไหนที่ไม่ได้ทำDisk Cleanupมาก่อน อาจต้องรอนานหน่อยนะ แต่ก็ขอให้อดทนรอ)
4. ทีนี้ก็มาถึงขั้นตอนการลบแล้วล่ะ ให้คลิกปุ่ม OK

5. คลิกปุ่ม Yes เพื่อยืนยัน

6. แสดงสถานะการลบไฟล์ขยะให้รอสักครู่จนกว่าหน้าต่างนี้จะหายไป

หลังจากเสร็จสิ้นทั้ง 6 ขั้นตอนนี้แล้ว ให้ลองกลับไปตรวจสอบขนาดพื้นที่ของฮาร์ดดิสดูอีกครั้งตามที่ได้แนะนำไว้เมื่อตอนต้นของบทความ เชื่อว่าน่าจะได้พื้นที่ว่างกลับมาอีกพอสมควรเลยล่ะครับ พื้นที่ว่างที่ได้กลับมาอาจทำให้บางคนไม่ต้องไปลบโปรแกรมหรือไฟล์งานในเครื่อง (รวมทั้งไฟล์เพลงด้วย) โดยเฉพาะกับผู้ใช้คอมพิวเตอร์บางท่านที่ไม่เคยทำ Disk Cleanup มาก่อน ก็จะได้พื้นที่ว่างกลับมาเยอะจนเราคาดไม่ถึงทีเดียว...

ขอขอบคุณ. . .
Orange Small Fish : ปลาตัวเล็กสีส้ม
วันอังคารที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2551
สาระความรู้ "เรื่องสุขภาพ"
โรคแพ้อากาศ...เป็นโรคที่พบบ่อยทั้งในผู้ใหญ่และเด็ก ผู้ป่วยมักจะมาด้วยอาการ จาม คัดจมูก
มีน้ำมูกใส ๆ ไหลเป็น ๆ หาย ๆ อาการเหล่านี้มักมีความสัมพันธ์กับสิ่งกระตุ้น เช่น
ละอองเกสรของพืช ไรฝุ่นและสัตว์เลี้ยง ผู้ป่วยบางรายอาจมาด้วยอาการของไซนัสอักเสบเรื้อรัง
อาการเหล่านี้ถึงแม้ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่ก็เป็นที่รำคาญต่อการดำรงชีวิตของผู้ป่วยและบุคคลใกล้เคียง
ทำไมจึงเป็นโรคภูมิแพ้
ผู้ป่วยที่เป็นโรคแพ้อากาศมักมีพื้นฐานทางกรรมพันธ์ เช่น การมีพ่อแม่หรือพี่น้องเป็นโรคภูมิแพ้
รวมทั้งมีปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมเป็นตัวเสิรม เช่น การที่มีไรฝุ่นเป็นจำนวนมากในบ้าน นอกจากนี้
ปัจจัยส่งเสริมอื่น ๆ เช่น มลพิษในอากาศหรือควันบุหรี่ ก็จะทำให้อาการแพ้อากาศเป็นมากขึ้นได้
จะทราบได้อย่างไรว่าเป็นโรคแพ้อากาศ
นอกจากประวัติและการตรวจร่างกายแล้ว การตรวจพิเศษทางห้องปฏิบัติการที่จะช่วยในการวินิจฉัยโรคแพ้อากาศ ได้แก่
1. การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง จะช่วยในการบอกถึงสารที่ก่อภูมิแพ้ สารก่อภูมิแพ้ที่สำคัญในประเทศไทย ได้แก่
ตัวไรฝุ่น แมลงสาบ สัตว์เลี้ยงในบ้าน เช่น แมวและสุนัข ละอองเกสรหญ้า และต้นไม้ เชื้อราในบ้าน เป็นต้น การที่
ทราบถึงสารก่อภูมิแพ้ จะมีประโยชน์อย่างมากในการแนะนำผู้ป่วยให้หลีกเลี่ยงจากสารก่อภูมิแพ้เหล่านั้น
2. การตรวจเซลล์ภูมิแพ้ในจมูก สามารถช่วยในการวินิจฉัยโรคภูมิแพ้ และช่วยแยกโรคภูมิแพ้จากโรคติดเชื้อในจมูก
3. การทดสอบอื่น ๆ เช่น การส่องดูจมูกด้วยเครื่องมือพิเศษ (Rhino-scopy) การ X-Ray ดูในโพรงอากาศไซนัส
เพื่อวินิจฉัยภาวะไซนัสอักเสบ ซึ่งอาจพบร่วมกับภาวะภูมิแพ้ทางจมูก เป็นต้น
จะปฏิบัติตัวอย่างไร เมื่อเป็นโรคแพ้อากาศ
1. หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นและปัจจัยส่งเสริม เช่น คลุมที่นอนและหมอน ถ้าแพ้ตัวไรฝุ่น ขจัดแมลงสาบและสัตว์เลี้ยงในบ้าน
ถ้าแพ้สารเหล่านี้ การใช้เครื่องปรับอากาศจะช่วยกรองเอาสารก่อภูมิแพ้บางอย่างออกไปจากบ้าน เป็นต้น
2. ล้างจมูกอย่างสม่ำเสมอด้วยน้ำเกลือ จะช่วยลดปริมาณสารก่อภูมิแพ้ที่อยู่ในจมูก และอาจมีผลลดการติดเชื้อในโพรงไซนัส
เนื่องจากทำให้น้ำมูกไหลออกมาได้ดีขึ้น และไม่มีการอุดตันของน้ำมูกที่มาจากโพรงไซนัส วิธีการล้างจมูกอย่างง่าย ๆ คือ
• 1. ผสมน้ำต้มสุก 500 ซีซี ( ครึ่งลิตร ) กับเกลือ 1 ช้อนชา
• 2. เทน้ำเกลือลงในแก้ว และดูดด้วยลูกยางแดง หรือ Syringe
• 3. ให้ผู้ป่วยก้มหน้า กลั้นหายใจ พร้อมกับบีบน้ำเข้าไปในรู้จมูกช้า ๆ น้ำเกลือควรจะไหลกลับลงมาข้างล่าง
หรือ ไหลไปที่จมูกอีกข้างหนึ่ง ไม่ควรให้คนไข้แหงนหน้า เพราะจะทำให้สำลักน้ำเกลือ
• 4. ให้ผู้ป่วยสั่งน้ำมูก และเช็ดน้ำมูกที่เหลือทั้งหมด
3. การใช้ยา Antihistamine ซึ่งจะช่วยลดอาการคันจมูก น้ำมูกไหลและอาการจามได้ ในปัจจุบันมียา Antihistamine
ใหม่ ๆ ที่มีผลทำให้ง่วงนอนน้อยกว่ายาเดิมได้
4. การใช้ยาพ่น Steroid จะช่วยลดอาการคันจมูก คัดจมูก น้ำมูกไหลและอาการจามได้ การใช้ยาพ่น Steroid ในขนาด
ที่เหมาะสมจะมี ผลข้างเคียงน้อยกว่าการรับประทานยา Steroid
5. การฉีดวัคซีนภูมิแพ้ เป็นการฉีดสารก่อภูมแพ้ขนาดน้อย ๆ ติดต่อกันเป็นเวลา 2-3 ปี วิธีนี้จะทำให้ร่างกายทนต่อสารก่อภูมิแพ้
และทำให้ลดปริมาณการใช้ยาลง
มีน้ำมูกใส ๆ ไหลเป็น ๆ หาย ๆ อาการเหล่านี้มักมีความสัมพันธ์กับสิ่งกระตุ้น เช่น
ละอองเกสรของพืช ไรฝุ่นและสัตว์เลี้ยง ผู้ป่วยบางรายอาจมาด้วยอาการของไซนัสอักเสบเรื้อรัง
อาการเหล่านี้ถึงแม้ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่ก็เป็นที่รำคาญต่อการดำรงชีวิตของผู้ป่วยและบุคคลใกล้เคียง
ทำไมจึงเป็นโรคภูมิแพ้
ผู้ป่วยที่เป็นโรคแพ้อากาศมักมีพื้นฐานทางกรรมพันธ์ เช่น การมีพ่อแม่หรือพี่น้องเป็นโรคภูมิแพ้
รวมทั้งมีปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมเป็นตัวเสิรม เช่น การที่มีไรฝุ่นเป็นจำนวนมากในบ้าน นอกจากนี้
ปัจจัยส่งเสริมอื่น ๆ เช่น มลพิษในอากาศหรือควันบุหรี่ ก็จะทำให้อาการแพ้อากาศเป็นมากขึ้นได้
จะทราบได้อย่างไรว่าเป็นโรคแพ้อากาศ
นอกจากประวัติและการตรวจร่างกายแล้ว การตรวจพิเศษทางห้องปฏิบัติการที่จะช่วยในการวินิจฉัยโรคแพ้อากาศ ได้แก่
1. การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง จะช่วยในการบอกถึงสารที่ก่อภูมิแพ้ สารก่อภูมิแพ้ที่สำคัญในประเทศไทย ได้แก่
ตัวไรฝุ่น แมลงสาบ สัตว์เลี้ยงในบ้าน เช่น แมวและสุนัข ละอองเกสรหญ้า และต้นไม้ เชื้อราในบ้าน เป็นต้น การที่
ทราบถึงสารก่อภูมิแพ้ จะมีประโยชน์อย่างมากในการแนะนำผู้ป่วยให้หลีกเลี่ยงจากสารก่อภูมิแพ้เหล่านั้น
2. การตรวจเซลล์ภูมิแพ้ในจมูก สามารถช่วยในการวินิจฉัยโรคภูมิแพ้ และช่วยแยกโรคภูมิแพ้จากโรคติดเชื้อในจมูก
3. การทดสอบอื่น ๆ เช่น การส่องดูจมูกด้วยเครื่องมือพิเศษ (Rhino-scopy) การ X-Ray ดูในโพรงอากาศไซนัส
เพื่อวินิจฉัยภาวะไซนัสอักเสบ ซึ่งอาจพบร่วมกับภาวะภูมิแพ้ทางจมูก เป็นต้น
จะปฏิบัติตัวอย่างไร เมื่อเป็นโรคแพ้อากาศ
1. หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นและปัจจัยส่งเสริม เช่น คลุมที่นอนและหมอน ถ้าแพ้ตัวไรฝุ่น ขจัดแมลงสาบและสัตว์เลี้ยงในบ้าน
ถ้าแพ้สารเหล่านี้ การใช้เครื่องปรับอากาศจะช่วยกรองเอาสารก่อภูมิแพ้บางอย่างออกไปจากบ้าน เป็นต้น
2. ล้างจมูกอย่างสม่ำเสมอด้วยน้ำเกลือ จะช่วยลดปริมาณสารก่อภูมิแพ้ที่อยู่ในจมูก และอาจมีผลลดการติดเชื้อในโพรงไซนัส
เนื่องจากทำให้น้ำมูกไหลออกมาได้ดีขึ้น และไม่มีการอุดตันของน้ำมูกที่มาจากโพรงไซนัส วิธีการล้างจมูกอย่างง่าย ๆ คือ
• 1. ผสมน้ำต้มสุก 500 ซีซี ( ครึ่งลิตร ) กับเกลือ 1 ช้อนชา
• 2. เทน้ำเกลือลงในแก้ว และดูดด้วยลูกยางแดง หรือ Syringe
• 3. ให้ผู้ป่วยก้มหน้า กลั้นหายใจ พร้อมกับบีบน้ำเข้าไปในรู้จมูกช้า ๆ น้ำเกลือควรจะไหลกลับลงมาข้างล่าง
หรือ ไหลไปที่จมูกอีกข้างหนึ่ง ไม่ควรให้คนไข้แหงนหน้า เพราะจะทำให้สำลักน้ำเกลือ
• 4. ให้ผู้ป่วยสั่งน้ำมูก และเช็ดน้ำมูกที่เหลือทั้งหมด
3. การใช้ยา Antihistamine ซึ่งจะช่วยลดอาการคันจมูก น้ำมูกไหลและอาการจามได้ ในปัจจุบันมียา Antihistamine
ใหม่ ๆ ที่มีผลทำให้ง่วงนอนน้อยกว่ายาเดิมได้
4. การใช้ยาพ่น Steroid จะช่วยลดอาการคันจมูก คัดจมูก น้ำมูกไหลและอาการจามได้ การใช้ยาพ่น Steroid ในขนาด
ที่เหมาะสมจะมี ผลข้างเคียงน้อยกว่าการรับประทานยา Steroid
5. การฉีดวัคซีนภูมิแพ้ เป็นการฉีดสารก่อภูมแพ้ขนาดน้อย ๆ ติดต่อกันเป็นเวลา 2-3 ปี วิธีนี้จะทำให้ร่างกายทนต่อสารก่อภูมิแพ้
และทำให้ลดปริมาณการใช้ยาลง
ขอขอบคุณ. . .
Gymboree Newsletter ฉบับที่ 10 ปี 2003
วันพุธที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2551
วันเสาร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2551
แม่

วันศุกร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2551
เตียมฝึกฯ
ช่วงนี้กำลังยุ่งกะงานหลาย ๆ ชิ้น
โดยเฉพาะงานเตียมฝึกฯ
ต้องรีบทำเวป ทำpowerpoint ให้ออกมาดูดี และสวยงาม
เพื่อที่การนำเสนอจะได้ไม่เป็นที่น่าอายแก่ผู้อื่น. . .
ไม่รู้ว่าจะผ่านไปด้วยดีไหม
แต่ก็จะทำให้ดีที่สุด
╠ ═ ═ ═ ═ ═ ═ ═ ═ ═ ═ ═ ╬ ═ ═ ═ ═ ═ ═ ═ ═ ═ ═ ═ ╣
เตียมฝึกฯ เป็นอีกภาควิชานึงที่ต้องเรียน เพื่อ เป็นการเตรียมตัว
ก่อนออกไปฝึกงานจริง และเพื่อความพร้อมในทุก ๆ เรื่อง
การเรียนเตียมฝึกทำให้เราได้รับความรู้มากมาย
ไม่ว่าจะรู้เรื่องของการใช้ชีวิตช่วงการทำงาน และการมีสังคมในอีกหลาย ๆ รูปแบบ
โดยเฉพาะงานเตียมฝึกฯ
ต้องรีบทำเวป ทำpowerpoint ให้ออกมาดูดี และสวยงาม
เพื่อที่การนำเสนอจะได้ไม่เป็นที่น่าอายแก่ผู้อื่น. . .
ไม่รู้ว่าจะผ่านไปด้วยดีไหม
แต่ก็จะทำให้ดีที่สุด
╠ ═ ═ ═ ═ ═ ═ ═ ═ ═ ═ ═ ╬ ═ ═ ═ ═ ═ ═ ═ ═ ═ ═ ═ ╣
เตียมฝึกฯ เป็นอีกภาควิชานึงที่ต้องเรียน เพื่อ เป็นการเตรียมตัว
ก่อนออกไปฝึกงานจริง และเพื่อความพร้อมในทุก ๆ เรื่อง
การเรียนเตียมฝึกทำให้เราได้รับความรู้มากมาย
ไม่ว่าจะรู้เรื่องของการใช้ชีวิตช่วงการทำงาน และการมีสังคมในอีกหลาย ๆ รูปแบบ
เศร้า
โทสับพัง เศร้าใจสุด สุด
มันคงเกิดจากความโง่ของตัวเอ
ง
ที่ทำไรไม่รู้จักระมัดระวัง
คิดแล้วเศร้า ต้องมาใช้โทสับของคนอื่น
ซึ่งเป็นอะไรที่แย่สุด สุด
มันคงเกิดจากความโง่ของตัวเอ
ง
ที่ทำไรไม่รู้จักระมัดระวัง
คิดแล้วเศร้า ต้องมาใช้โทสับของคนอื่น
ซึ่งเป็นอะไรที่แย่สุด สุด
วันพฤหัสบดีที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2551
][f][i][r][s][t][
วันนี้เป็นวันแรกของการเขียน blog ปกติไม่เคยทำมาก่อน
ส่วนมากจานั่งเล่น hi5 มากก่า
แต่เนื่องจากเป็นคำแนะนำหรือเรียกว่าคำสั่งดีหว่า+ต้องทำงานส่ง
เลยต้องมาหัดเขียน หัดแต่ง blog เข้าไว้
จะได้เก่ง ๆ ในวันข้างหน้า
เขียนไม่เป็นหรอก แต่จะหัดเขียนไปเรื่อย ๆ ทำอะไรไม่เป็นก็ต้องหัดทำไปเรื่อย ๆ
เดี๋ยวมันกะดี กะเก่งขึ้นเอง
ปล.
จะพยายามหัดเขียน
เรียนรู้ ศึกษา
จะได้เขียนสวย สวย
เก่ง เก่ง
ป้ายกำกับ:
First
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)











