วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2553
สัปดาห์ที่12
เอกสารการโอน
การค้นหาเอกสาร
การรับโทรศัพท์
ต้อนรับลูกค้า
ทุก ๆอย่าง เหมือนกับทุกๆวันที่ผ่านมา
วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2553
สัปดาห์ที่11
เหมือนเดิมทุกอย่าว
จะมีเพิ่มขึ้นก็. .
คอยเฝ้าห้องของลูกค้า ที่มีการแจ้งซ่อมแซม
งานทุกอย่างเหมือนๆเดิม ที่เคยทำมา
ตอนนี้เรื่องการเตรียมเอกสารการโอน
ปัญหาในการทำงานไม่มีแล้ว
วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2553
สัปดาห์ที่10
1.Keyข้อมูลลูกค้า
2.ต้อนรับลูกค้า
3.รับโทรศัพท์
4.ออกใบเสร็จชั่วคราว
5.เตรียมเอกสารการโอนกรรมสิทธิ์
บางครั้งก็ต้องนำเอกสารไปให้ลูกค้าเซ็นต์ ต้องออกนอกสถานที่ด้วย
ปัญหา
1.ที่ ๆ ต้องนำเอกสารไปให้ลูกค้า เป็นที่ ที่เราไม่รู้จัก
วิธีแก้ปัญหา
1.ต้องสอบถามเส้นทาง การเดินทางจากพี่ ๆ ให้ดี และละเอียด
วันอาทิตย์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2553
สัปดาห์ที่9
ห้ามหยุด เสาร์-อาทิตย์ และวันหยุกนขัตฤกษ์
ช่วงนี้พี่ ๆ บอกว่างานจะยุ่งและวุ่นวายมาก
เพราเป็นช่วงโอนกรรมสิทธิ์
งานก็เหมือเดิม แต่การทำงานเริ่มคล่องขึ้น
ทำงานได้ไวขึ้น
ปัญหาไม่มีแล้ว พี่ ๆ ที่นี่เอาใจใส่ ดูแลดี
วันอาทิตย์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2552
สัปดาห์ที่8
เพราะต้องเริ่มออก site ที่ไกลขึ้นมาก
site ที่ได้ไปอยู่ จะอยู่แถวๆ สุขุมวิท 103
ต้องตื่นเช้าขึ้น
กลับถึงบ้านเย็นขึ้น
งานของอาทิตย์นี้
1.เตรียมเอกสารเพื่อโอนคอนโดให้กับลูกค้า
2.คอยรับโทรศัพท์
3.คอยตอนรับลูกค้า
4.ออกใบเสร็จชั่วคราว
5.พิมพ์เอกสาร
6.ค้นหาเอกสารลูกค้า
ปัญหาของอาทิตย์นี้คือ
1.ยังไม่ทราบว่าเอกสารแต่ละอย่างเก็บอย่างไร เก็บที่ตู้ไหน
2.การออกใบเสร็จยังทำไม่ค่อยคล่อง
วิธีการแก้ปัญหาคือ
1.สอบถามพี่ ๆ ว่าเอกสารแต่ละอย่าง
เก็บอย่างไร เก็บตู้ไหน และก็จดเอาไว้
2.ให้พี่ๆค่อย ๆ สอนงาน
วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2552
สัปดาห์ที่ 7
งานที่ทำก็เหมือนๆเดิม
1.ถ่ายเอกสาร
2.เอาเอกสารเข้าแฟ้ม
3.รับโทรศัพท์
4.key ข้อมูลลูกค้า
5.ชงกาแฟ. . .
6.เรียงเลขที่เอกสาร
ปัญหาไม่มี อุปสรรคไม่เจอ เพราะงานทุกอย่างที่ได้ทำมา
ก็ได้ทำตั้งแต่วันแรก
จำได้แล้ว ว่าเอกสารนี้ ควรเข้าแฟ้มไหน
วันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2552
สัปดาห์ที่ 6
มีงานให้ทำทุกวัน ไม่ค่อยว่าง
มีงานให้ทำเรื่อย ๆ
งานที่ได้รับมอบหมายก็เหมือนๆเดิม . . .
คือ. . .
เก็บเอกสารเข้าแฟ้ม
Key ข้อมูลลูกค้า
พิมพ์เอกสาร
วันอาทิตย์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2552
สัปดาห์ที่ 5
ทุกอย่างเริ่มลงตัว
การทำงาน การอยู่ร่วมกันกับพี่ๆ
อยู่แบบสบาย ๆไม่เกร็งแล้ว
งานทำได้อย่างไม่ติดขัดแล้ว
เริ่มมีงานเรื่อยๆ ไม่ค่อยว่าง
ทำงานเรื่อย ๆ พี่ๆไม่กดดัน
ปัญหาในการทำงานไม่มี
วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
สัปดาห์ที่ 4
อาทิตย์นี้ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นมากมาย
ทำงานเดิม ๆ
การฝึกงานผ่านไป 1 เดือน
ทำให้มีความรู้ในการตอบข้อมูลของคอนโดมากขึ้น
ลูกค้าถามอะไรมา ตอบค่อนข้างได้
การ Key ข้อมูลของลูกค้า เริ่มทำอย่างคล่องขึ้น
ไม่ต้องหันไปถามพี่ๆ ให้เสียเวลาแล้ว
ปัญหาในการทำงานไม่มีอะไร มีพี่ที่คอยดูแล คอยป้อนงาน คอยสอนงานดี
วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
สัปดาห์ที่3 ของการฝึกงาน
รับโทรศัพท์จากลูกค้า ที่โทรเข้ามาถามข้อมูลของ condo
เรียงเอกสารให้เลขมันเรียงกัน
ปัญหาของสัปดาห์นี้
เรียงเลขที่เอกสาร คีย์ข้อมูลลูกค้าลงในระบบ
สัปดาห์ได้เป็นเด็กเสริฟด้วย ห๊ะ ๆ แถม ยังทำน้ำหกใสพี่ ๆ ด้วย
รับโทรศัพท์จากลูกค้า ที่โทรเข้ามาถามข้อมูลของ condo
ปัญหาคือ พี่ที่สั่งงานสั่งไม่เคลียร์ ทำให้ทำงานผิดพลาด
การรับโทรศัพท์ ต้องรับเสียงนิ่ม ๆ พูดเพราะ ๆ
ปัญหาอยู่ที่ว่า ถ้าพูดเสียงนิ่ม ๆ มันกะทำให้เสียงเราเบา เท่ากับว่าลูกค้าจะไม่ได้ยิน
ถ้าพูดเสียงดัง ลูกค้าได้ยิน แต่พี่ ๆ ก็บอกว่า เราพูดไม่เพราะ
โอ๊ย!!! เอาใจไม่ถูกค๊าพี่น้อง
การแก้ปัญหา
สอบถามถึงงานที่พี่จะให้ทำอย่างละเอียด เพื่อจะได้ไม่เสียเวลา
พยายามพูดให้ช้าลง เพื่อนที่จะได้พูดเสียงดัง และเพราะขึ้น
มันน่าจะดีขึ้นนะ 555+
เหนื่อยมากมาย เพราะต้องไป site ทุกวัน ยกเว้นวันพุธ
วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
สัปดาห์ที่2 [9-13 พ.ย.52]
เนื่องจาก สัปดาห์นี้ได้ออก site แถว ประชานุกูล
ดีใจไหม ก็เหมืนจะดีใจนะ
ได้ออกนอกสถานที่
แต่. . พอไปถึง มันก็ความรู้สึกเดิม ๆ
ไม่ต่างกับตอนเราอยู่ที่ตึก
เนื่องจาก..งานที่เราทำเหมือนกับตอนอยู่ตึกทุกอย่างเลย
อ้อ ลืมบอกไป
ที่ฝึกงานเป็นบริษัทสร้างบ้านและคอนโดนะ
จะออก site ทุกวัน พฤหัส-ศุกร์ และก็วันที่พี่ๆอยากให้ไป
การทำงานที่ site ไม่มีปัญหาอะไร
เพราะเราได้เรียนรู้งานจากตึกมาบ้างแล้ว
แต่ปัญหาอย่างตรงตอนกลับบ้าน
รถติดมากมายมหาสาร
ตอนไปนั่งรถ 30 นาที
แต่ตอนกลับนี่ซิ ยืนไปเถอะ 1.30 ชั่วโมง กะยังไม่ถึง. . .
งานที่ทำไม่มีอะไรมาก
แค่ นำเอกสารจัดใส่แฟ้ม เรียงตามเลขที่
คอยรับโทรศัพท์
คีย์ข้อมูลลูกค้า
บางวันถึงกับนั่งเซง
เนื่องจากไม่มีอะไรทำ
ของานพี่ ๆ พวกพี่ ๆ ก็บอกไม่มีอะไรให้ช่วย
ไม่รู้ว่ากลัวเราทำพังรึเปล่า. . .
55+
ปล.รูปที่ตึก ยังไม่ได้ถ่าย
รูปที่ site เค้าไม่ให้ถ่าย. .
แต่...รูปที่ site มีห้องตัวอย่าง ของคอนโดที่กำลังสร้างด้วย
ขอบอกว่า "หรู" เหมาะสมกับราคามากมาย
วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
วันนี้ ที่รอคอย. . .
4 เดือน กับการใช้ชีวิตเหมือนคนทำงาน
4 เดือนนี้จะทำให้เรา ได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง ที่เรา
ไม่เคยได้รู้มาก่อน. .
แต่ตอนนี้ต้องตื่นให้เป็นเวลา เพื่อจะได้เข้างานให้ทันเวลา
เมื่อก่อนกลับบ้านตอนไหน เวลาไหน ไม่มีใครว่า
ตอนนี้กลับบ้านต้องตรงเวลา หรือถ้างานไม่เสร็จ
ก็กลับบ้านช้าบ้าง อะไรบ้าง
เมื่อก่อนเวลาจะกินข้าว ก็กินเวลาไหนก็ได้
ตอนนี้ต้องกินข้าวเวลา 12.00-13.00 น. เท่านั้น
เวลานี้ ทุกอย่างมันเปลี่ยนไป ไม่เหมือนเมื่อก่อน. . .
สัปดาห์แรก [2-6 พ.ย. 52]
วันนี้เป็นเหมือนฝันร้ายของใครหลายๆ คน
หลายคนยังไม่อยากเริ่มต้นการใช้ชีวิตการทำงาน
แต่. . เมื่อมาลองทำดู มันก็แปลกไปอีกแบบนึง
มีเพื่อน ที่เป็นพี่ที่ทำงาน
มีเพื่อนสนิทเป็นพี่เลี้ยงคอยสอน คอยป้อนงาน
และคอยให้คำปรึกษาในหลาย ๆเรื่อง
การฝึกงานอาทิตย์แรก ผ่านพ้นไปด้วยดี. . .
และจะให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกๆ สัปดาห์
ปล. ไว้จาถ่ายรูปจำลองของตึกที่ทำงานมาให้ดูนะ อิ อิ
วันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
กินเผ็ด ป้องกันโรค มีประโยชน์สารพัด
เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ.ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ กล่าวว่า พริก มีถิ่นกำเนิดมาจากทวีปอเมริกาใต้ ถูกนำเข้ามาในประเทศไทย โดยชาวโปรตุเกส สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น หรือ ในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2
ความเผ็ดของพริกมาจากสารชื่อ "แคป ไซซิน" พริกยังมีสารสำคัญอีกหลายชนิด เช่น วิตามินซี วิตามินเอ ธาตุเหล็ก และแคลเซียม
คนที่กินพริกนานๆ จะทำให้ติดเผ็ด จากงานวิจัยที่ผ่านมา พบว่า คนไทยกินพริกมากที่สุดเฉลี่ย 5 กรัมต่อวัน หรือ ประมาณ 1 ช้อนชา
ประโยชน์ของพริกมีหลายอย่าง เช่น ช่วยเพิ่มสารแห่ง ความสุข คือ เอ็นโดรฟิน บรรเทาอาการ เจ็บปวด บรรเทา อาการไข้หวัด ลดน้ำมูก ลดปริมาณคอเรสเตอรอลจากงานวิจัยของญี่ปุ่น พบว่า พริกช่วยเพิ่มอุณหภูมิในร่างกายและช่วยในการเผาผลาญ มีประโยชน์เรื่องการควบคุมน้ำหนัก ขณะเดียวกันยังช่วยละลายเสมหะที่เหนียวข้นให้จางลง ช่วยให้ขับเสมหะออกมาได้ง่าย สำหรับผู้ป่วยหอบหืด พริกจะช่วยทำให้หลอดลมขยายตัวได้ดี ไม่หดเกร็ง ดังนั้นคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ หรือหอบหืดกินพริกจะดี
การกินพริก ยังช่วยลดปริมาณสารที่ทำให้แก่ คือ อินซูลิน มีรายงานว่า 30 นาทีหลังกินพริก อินซูลินจะไม่ขึ้นเลย พออินซูลินไม่ขึ้น ก็จะไม่ทำให้รู้สึกอยากหวาน นอกจากนี้วิตามินซีในพริก ยังช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยง ในการเกิดโรคมะเร็ง จากผลการวิจัยของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล พบว่า พริกยังช่วยในการสลายลิ่มเลือดด้วย
นอกจากการบริโภคแล้ว พริกยังถูกนำมาทำเป็นเจล ใช้ทารักษาผิวหนังอักเสบ แก้ปวดข้อ ปวดเมื่อยตามตัว เข่าอักเสบ เริม หรืองูสวัด ส่วนที่หลายคนมีความเชื่อว่าการกินพริกมากๆ หรือ รับประทานอาหารรสเผ็ดจัด จะทำให้เป็นโรคกระเพาะอาหารนั้น นพ.กฤษดา บอกว่าสารในพริกมีฤทธิ์เป็นกรดก็จริง แต่พริก ไม่ได้ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหาร ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหาร น่าจะมาจากการกินอาหารมัน ๆ มากกว่า เช่น ข้าวขาหมู กว่าจะย่อยต้องใช้เวลา 2-3 ชม. ทำให้เกิดกรดในกระเพาะอาหาร
แต่การกินอาหารเผ็ดจัด อาจทำให้เกิดอาการ เหมือนคนเป็นโรคกระเพาะอาหาร เพราะสารในพริกซึ่งเป็นกรด จะไปทำให้หลอดอาหารหดเกร็ง ทำให้รู้สึกจุกแน่นลิ้นปี่
กรณีที่กินอาหารเผ็ดมากๆ วิธีแก้ คือ ต้องกินอาหารที่มันๆ เพราะสารแคปไซซิน จะละลายได้ดีในไขมัน แต่ละลายในน้ำได้เพียงเล็กน้อย การดื่มน้ำเย็นจะไม่ช่วยทำให้หายเผ็ด ถ้าจะแก้เผ็ดต้องดื่มนม หรือ ไอศกรีม ทั้งนี้ ถือเป็นภูมิปัญญาของคนไทยที่ใช้ความมันจากกะทิมาดับเผ็ด เห็นได้จากการทำแกงเขียวหวาน หรือแกงต่าง ๆ ที่ใส่กะทิ
ข้อควรระวัง คือ ในคนที่เป็นโรคกระเพาะอาหารอยู่แล้ว ควรหลีกเลี่ยง เพราะอาหารรสเผ็ดจัด จะยิ่งทำให้กรดไปกัดแผลในกระเพาะอาหาร ส่วนเด็กและคนแก่ ที่สำลักง่าย ก็ควรหลีกเลี่ยงเช่นกัน เพราะถ้าสำลักเข้าหลอดลม กรดอาจจะไปกัดหลอดลม ทำให้เกิดปัญหาหลอดลมหดเกร็ง ตีบ บวม หายใจไม่ออกได้
สรุปว่า การกินอาหารเผ็ด ๆ มีแต่ข้อดี แทบจะไม่มีข้อเสีย แต่ก็ควรระวังพริกป่น พริกซอง ที่อาจมีสารอะฟลาทอกซิน เสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งตับ
ที่มา
http://hilight.kapook.com/view/30522
วันอังคารที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2551
ลูกพรุน (Prunes) / ลูกพลัม (Plum) / ลูกไหน


หลายคนคงสงสัยว่าผลไม้นี้เรียกว่าอย่างไรกันแน่ แล้วมันต่างกันอย่างไร ผลไม้ ทั้ง 3 ชนิดนี้คือ ผลไม้ชนิดเดียวกัน เพียงแต่ลูกพรุนคือผลจากการนำลูกพลัมมาตากแห้ง ส่วนลูกไหน ก็เป็นชื่อที่คนจีนเรียกลูกพลัมนั่นเอง
ลูกพรุนนี้มีคุณค่าอาหาร สูงมาก อุดมไปด้วยไฟเบอร์ (เส้นใย) แมกนีเซียม เหล็ก โปแตสเซียม และวิตามินบี สำหรับสาวๆที่อยากลดน้ำหนักกินลูกพรุนเยอะๆจะดีมาก เพราะลูกพรุนมีไขมันต่ำ แคลอรี่น้อย และสรรพคุณเป็นยาระบายอ่อนๆ อีกด้วย
ในลูกพรุน มีกากใยธรรมชาติ Dietary fiber จำนวนมากหลายชนิด ซึ่งเป็นทั้งชนิดที่ละลายน้ำได้ และละลายน้ำไม่ได้ กากใยอาหารนี้มีส่วนช่วยลดโคเลสเตอรอลได้ และจากการทดลองรับประทานลูกพรุน พบว่าสามารถลดไขมันในเลือด (LDL cholesterol) ในผู้ป่วยที่มีไขมันในเลือดสูงได้ พบว่ากลไกดังกล่าวเกิดจากกากใยอาหารชนิด เซลลูโลสซึ่งละลายน้ำไม่ได้ และเพ็คตินซึ่งละลายน้ำได้
มีสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงอีกจำนวนมาก นอกจากนี้น้ำลูกพรุนยังเป็นอาหารที่วิตามินซี วิตามินอี แหล่งที่ดีของธาตุเหล็ก และไฟเบอร์หรือกากใยอาหาร น้ำลูกพรุนแม้จะมีรสหวานแต่ส่วนมากประกอบไปด้วยน้ำตาลชนิด ฟลุคโตสและซอร์บิทอล ซึ่งไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงอย่างรวดเร็ว ที่สำคัญยังช่วยระบายและรักษาอาการท้องผูกได้อย่างปลอดภัยทั้งในผู้ใหญ่ และในเด็กเล็ก แต่ถ้าเป็นเด็กเล็กก็ควรปรึกษาแพทย์ด้วยเสมอ
มีวิตามิน B2 (Riboflavin) ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง ช่วยในการเจริญเติบโตของเซลล์ที่ช่วยในการมองเห็น ผิวหนัง เล็บ และผม
มีวิตามิน C (Ascorbic Acid) สารต้านอนุมูลอิสระ (Anti-oxidant) เป็นส่วนประกอบพิเศษที่ช่วยป้องกันเซลล์ จากการถูกทำลาย ซึ่งเมื่อเซลล์ถูกทำลายก็จะเพิ่มโอกาสเป็นมะเร็งสูง วิตามิน C มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ดังนั้นการที่ลูกพรุนมี Anti-oxidant ในปริมาณสูงจะช่วยทำให้ร่างกายและสมองแก่ตัวช้าลง และมีอัตราการเกิดเป็นโรคมะเร็งน้อยลง มีส่วนช่วยในกระบวนการสังเคราะห์เม็ดเลือดแดง และทำให้ร่างกายต่อต้านแบคทีเรียได้ดียิ่งขึ้น
มีวิตามิน E เป็น Anti-oxidant ช่วยป้องกันการเกิดปฏิกิริยาของออกซิเจนที่ไม่สมบูรณ์ภายในร่างกาย ช่วยการไหลเวียนของโลหิต ช่วยยืดอายุของเม็ดเลือดแดง ทำให้ผิวพรรณเนียนนุ่ม ช่วยบำรุงสายตา
มีแคลเซียม (Calcium) ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟัน รักษาระดับการเต้นของหัวใจ ช่วยให้ระบบประสาททำงานได้อย่างเป็นปกติ
มีเหล็ก (Iron) เป็นส่วนประกอบที่ใช้ในการสังเคราะห์ฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง พรุนแห้งหนึ่งขีดมีธาตุเหล็ก 2.78 มิลลิกรัม จึงเป็นแหล่งของธาตุเหล็กได้เป็นอย่างดี
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้คือประโยชน์ที่เราจะได้รับจากการทานผลไม้ชนิดนี้ค่ะ เป็นยังไงบ้างคะเพื่อนๆ ผลไม้ลูกเล็กๆ หน้าตาน่ารักที่เราเรียกว่า"ลูกพรุน" จิ๋วแต่แจ๋วใช่มั๊ยคะ รู้ถึงคุณค่าและคุณประโยชน์ของลูกพรุนอย่างนี้แล้ว อย่าลืมซื้อหามาไว้ทานกันบ้างนะ ไม่ว่าจะเป็นลูกพลัมสดๆ หรือที่ตากแห้งแล้วที่เรียกกันว่า"พรุน" ก็ให้ประโยชน์กับเราได้ทั้งสองอย่างค่ะ
วันจันทร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2551
ถ้าท้องว่าง อย่าทำแบบนี้
อย่าทานกระเทียมขณะที่ท้องว่าง เพราะว่ากระเทียมจะทำให้เยื่อบุกระเพาะอักเสบ อาจจะทำให้กลายเป็นโรคกระเพาะอักเสบแบบรุนแรงไปได้
อย่าทานผักอย่างเดียวขณะที่ท้องว่าง เพราะว่าจะทำให้เกิดกรดแก๊สได้ง่าย ส่วนน้ำนมและถั่วเหลืองนั้นจะเกิดประสิทธิผลเมื่อทานร่วมกับอาหารประเภทแป้งนะคะ
อย่าทานช็อกโกแล็ตขณะที่ท้องว่าง เพราะเมื่อโปรตีนรวมกับน้ำตาลร่างกายจะดูดซึมโปรตีนได้ไม่ดี ทำให้ระบบหมุนเวียนเลือดและไตไม่ดีตามไปด้วย
อย่าทานน้ำชาขณะที่ท้องว่าง เพราะว่าจะทำให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารเจือจางลง แล้วยังจะทำให้ระบบย่อย ทำงานได้น้อยลง คุณอาจจะมีอาการใจสั่น เสียนหัว มือเท้าหมดแรงได้
วันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2551
ความแตกต่างระหว่าง http:// กับ https://

ข้อควรรู้ เกี่ยวกับ http vs https ที่เราเห็นบ่อยๆ แต่ไม่รู้ความแตกต่างว่า ตัว S ที่ต่อท้าย มีความหมายว่า “Secure” หรือก็คือ ปลอดภัย สำหรับการซื้อ การกรอกฟอร์ม เช่น บัตรเครดิต
เวลาเราท่อง website และอาจต้องทำธุรกรรมบางอย่าง เช่น ซื้อของ ใส่รหัสบัตรเครดิต อะไรทำนองนี้
ต้องระวัง ง่ายๆ โดยดูว่า website ที่เราจะทำการกรอกข้อมูลส่วนตัวของเราลงไปนั้นเป็น http:// หรือ https://
https:// ตัว S ที่ต่อท้าย มีความหมายว่า “Secure” หรือก็คือ ปลอดภัย สำหรับการซื้อ การกรอกฟอร์ม เช่น บัตรเครดิต ใน website ที่เป็น https
แต่ถ้าเราจะไปซื้อของ หรือ กรอกข้อมูลบัตรเครดิต ผ่านทาง website ที่เป็น http ไม่มี S ต่อท้าย ก็เตรียมตัวโดนแฮกข้อมูลส่วนตัวได้เลย เพราะมันไม่ secure
ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์มติชน
ที่มา : www.teenee.com
วันศุกร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2551
วันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2551
(¯`·._.·[เตรียมฝึกฯ ให้อะไรกับเรา]·._.·´¯)
ไม่ว่าจะเป็น ด้านความพร้อมก่อนสมัคงาน ความพร้อมด้านการทำงาน
การ present หรือแม่แต่การออม และบุคลิกภาพที่ดีในการเข้าสังคม. . .
เราได้ประสบการณ์มากมายและหนึ่งในนั่นคือ การทำโครงงาน. . .
ลิ่งที่เราได้จากการทำโครงงานนี้คือ ความสามัคคีในการทำงานเป็หมู่คณะ. . .
การนำเสนอโครงงาน การจัดทำรูปแบบโครงงาน การ present การจัดทำเวปไซต์
และกาะติดตามผลของโครงงานที่เราได้ทำลงไป. . .
สิ่งเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่เราต้องเจอในการทำงานในอนาตคของเราทั้งสิ้น
ในการเรียนเตียมฝึกครั้งนี้. . .ทำให้เรามีความคิด ความพร้อม ทั้งในด้านการทำงาน
เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ต่อไป. . .
วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2551
วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2551
อย่าปล่อยให้พื้นที่ในฮาร์ดดิสหายไปโดยที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์
โดยปกติพื้นในฮาร์ดดิสของเราถูกใช้ในการจัดเก็บไฟล์ไว้หลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นไฟล์โปรแกรมระบบปฏิบัติการ (Windows) ไฟล์โปรแกรมทำงาน(เช่น โปรแกรมMS-Word MS-Exel) ไฟล์เกมส์ ไฟล์งาน (เช่น รูปภาพ ไฟล์เอกสาร Word หรือ Exel) ไฟล์เพลง mp3 ฯลฯ ซึ่งไฟล์เหล่านี้ถูกจัดเก็บอย่างเป็นระบบในฮาร์ดดิสของเรา แน่นอน ยิ่งเราติดตั้งโปรแกรมลงไปในคอมพิวเตอร์มากเท่าไร เราก็จะยิ่งเสียพื้นในฮาร์ดดิสไปเรื่อยๆ อันนี้ยังไม่นับไฟล์งาน ไฟล์รูปภาพและไฟล์เพลงè ต่างๆ ที่ได้บอกไปแล้วนะ ซึ่งเพื่อนๆ สามารถตรวจสอบขนาดพื้นที่ของฮาร์ดดิสในเครื่องของเราได้ด้วยวิธีการดังนี้
หลักการมีอยู่ว่า เพื่อนๆจำเป็นต้องเหลือพื้นที่สีชมพูไว้อย่างน้อย10% ของฮาร์ดดิส ไม่งั้นเครื่องจะทำงานช้าลง ซึ่งก็คงหนีไม่พ้นที่จะต้องลบไฟล์หรือโปรแกรมออกจากเครื่องไปบ้าง(ถึงตอนนี้หลายคนเริ่มเศร้า) แต่ก่อนที่จะลบข้อมูลดังกล่าว ขอแนะนำให้ลบ “ไฟล์ขยะ” ออกไปก่อน
1. คลิกที่ปุ่ม Start แล้วไปที่เมนู All Programs → Accessories → System Tools → คลิกที่เมนู Disk Cleanup ดังรูป

3. ถึงตรงนี้ให้รอสักครู่ (เพื่อนๆคนไหนที่ไม่ได้ทำDisk Cleanupมาก่อน อาจต้องรอนานหน่อยนะ แต่ก็ขอให้อดทนรอ)

5. คลิกปุ่ม Yes เพื่อยืนยัน

6. แสดงสถานะการลบไฟล์ขยะให้รอสักครู่จนกว่าหน้าต่างนี้จะหายไป









